วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551

phuket/พิธีแห่พระประเพณีกินเจ


วันที่ 6 ตุลาคม 2551 ระหว่างเวลา 07.00 - 11.00 เป็นอีกวันหนึ่งของประเพณีถือศีลกินผัก( กินเจ ) ของจังหวัดภูเก็ต วันนี้ที่แปดของการกินเจของจังหวัดภูเก็ต จะนำท่านมาชมพิธีแห่พระของ" อ๊ามหล่ายถู่ต่าวโบ้เก้ง " (ศาลเจ้ากะทู้ ) เป็นพิธีแห่พระรอบเมืองภูเก็ต
จากศาลเจ้ากะทู้ ก็จะผ่านที่ศาลเจ้าชิดเชี้ยว เป็นเจ้าเล็กแต่ก็มีส่วนที่ศาลเจ้าเป็นทางผ่านของขบวนแห่พระ ที่นี้ผู้มีจิตศรัทธา
นำน้ำ ขนม และผ้าเย็นไว้บริการแก่ผู้ที่เข้าร่วมพิธีในครั้ง



ในพิธีแห่พระชานบ้านจะตั้งโต๊นำของมาถวายแก่องค์พระที่จะเดินผ่านและเป็นสิริมงคล ต่อตนและครองครัว

ของที่นำมาถวายก็จะเป็นของเจทั้งสิ้น
ผลไม้ที่ใช้ไหว้ จะนิยมเลือกชนิดที่มีอะไรที่เป็นมงคลอยู่ในตัว
ส้ม เรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า โชคดี
องุ่น เรียกว่า “พู่ท้อ” แปลว่า งอกงาม
สับปะรด เรียกว่า “อั้งไล้” แปลว่า มีโชคมาหา
กล้วย มีความหมายถึงการมีลูกหลานสืบสกุล
นอกจากนี้ยังมี เอ็ปเปิ้ล


ระหว่างทางสองข้างท่างนอกจากของไหว้แล้วที่ชาวบ้านขาดไม่คือ "ประทัด " เมื่อองค์พระเดินผ่านชาวบ้านจะนำประทัดนับร้อยลูกมาจุดเพื่อแสดงความเคารพ เสียงดังกึกก้องไปทั้งถนน เศษกระดาษของประทัดสีแดงเต็มพื้นไปหมด
เรียกว่า พิธีออกเที่ยวหรืออิ้วเก้ง
เป็นการออกประพาสเพื่อโปรดสัตว์หรือทำนองออกเยี่ยมราชฏรของพระมหากษัตริย์โดยมีขบวนธง และป้ายชื่อแห่นำหน้า จากนั้นจะเป็นเกี้ยวหามพระเรียกว่า ถ้ายเปี้ย หรือเสรี่ยงเล็กโดยหามรูปพระบูชาต่างๆ ในขบวนแห่ผ่านไป ชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชาและจุดประทัดเพื่อต้อนรับขบวน


องค์พระแต่ละองค์จะแสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ของแต่ละองค์จะไช้อาวุธแตกต่างกันไป



บางองค์อาวุธชิ้นใหญ่ก็ 1-2 ชิ้น บางองค์อาวุธเล็กก็หลายชิ้น "แต่ละองค์ล้วนแล้วแต่ห้นาหวาดเสียวทั้งนั้น"

พิธีกรรมในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก
พิธีบูชาพระ ในวันแรกของพิธีจะมีการบูชาพระด้วยเครื่องเซ่นต่างๆ ทั้งอ๊าม ( ศาลเจ้า ) และตามบ้านของผู้กินผัก เมื่อกินผักได้ครบสามวัน ถือว่าผู้นั้นสะอาด บริสุทธิ์ หรือเรียกว่า " เช้ง "

พิธีโขกุ้น เป็นพิธีการเลี้ยงทหารซึ่งจะทำพิธีในวันที่ 3 วันที่ 6 และวันที่ 9 ของงานประเพณีหลังเที่ยงหรือเวลาประมาณ 15.00 น
พอเริ่มพิธีจะต้องมีการเตรียมอาหารและเหล้าสำหรับเซ่นสังเวยเลี้งทหารและมีหญ้าหรือถั่ว เพื่อเป็นอาหารของม้า

พิธีเหลี่ยมเก้ง เป็นการสวดมนต์ตั้งแต่เมื่อพระกิ๊วอ๋องไต่เต้ เข้าในอ๊าม หรือศาลเจ้า ทำพิธีสวดวันละ 2 ครั้ง ป็นลักษณะการสวดมนต์เช้าและเย็น ตอนกลางคืนเมื่อสวดเสร็จจะมีการอ่านรายชื่อของผู้ที่เข้าร่วมกินผัก ซึ่งอ่านต่อหน้าแท่นบูชาพระกิ๊วอ๋องฮุดโจ้ว เป็นการกล่าวรายงาน ผู้ถือศีลกินผัก



พิธีบูชาดาว (ป้ายชิดแช้ ) จะทำในคืนวัน 5 ค่ำ เพื่อขอให้ช่วยคุมครอง ในพิธีนี้จะมีการนำฮู้ (กระดาษยันต์ ) แจก

การลุยไฟ (โก๊ยโห๊ย หรือ โก๊ยโห่ย )
กองไฟถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นการแสดงอิทธิฤทธิ์ ที่บังคับไฟไม่ให้ร้อนหรืออาจถือเป็นไฟทิพย์ ใช้ชำระความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธิ์ โดยลุยทั้งคนทรงเจ้าที่กำลังประทับทรงหรือประชาชนโดยทั่งไป

พิธีโก๊ยห่าน
ทำหลังจากลุยไฟ ให้ผู้ที่ต้องการสะเดาะเคราะห์ตัดกระดาษเป็นรูปตัวเอง พร้อมเหรียญ 25 สตางค์และต้นกุ๊ยฉ่าย 1 ต้น นำมาที่ศาลเจ้าแล้วให้ม้าทรง (ผู้ประทับทรง ) ประทับตราด้านหลังของเสื้อที่ใส่ เรียกว่าต๊ะอิ่น

พิธีส่งพระ (ส่างกิ้วอ๋อง ) ทำในวันสุดท้ายของการถือศีลกินผัก ตอนกลางคืนจะมีการส่งหยกอ๋องส่งเต่ ซึ่งมักจะส่งกันที่หน้าเสาโกเต้ง ก่อนเที่ยงคืนทำการส่งกิ๊วอ๋องฮุดโจ้วกลับสวรรค์ ณ บริเวณชายทะเลหาดสะพานหิน

เมื่อขบวนแห่พระออกพ้นประตู ไฟทุกดวงในอ๊ามจะดับสนิทและปิดประตูใหญ่
ในสามวันนี้ทุกอ๊ามต้องทำพิธีบวงสรวงทหารของเจ้า ซึ่งเป็นบริวารของเจ้าแต่ละองค์
ทหารของเจ้าแต่ละองค์ จะมีทหารบริวารมากมาย จะแบ่งเป็นกอง ตามทิศต่างๆ 5 ทิศ
ทิศใต้ ใช้ธงสีแดง มีทหาร 88,000 คน
ทิศเหนือ ใช้ธงสีดำ มีทหาร 55,000 คน
ทิศตะวันออก ใช้ธงสีเขียว มีทหาร 99,000 คน
ทิศตะวันตก ใช้ธงสีขาว มีทหาร 66,000 คน
ทิศกลาง (กองกลาง ) หรือทับหลวง ใช้ธงสีเหลือง มีทหาร 33,000 คน
เป็นอันเสร็จประเพณีถือศีลกินผัก ของปีนี้

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

phuket/วัดพระทอง (พระผุด )

วัดพระทองหรือวัดพระผุด

วัดพระทองหรือวัดพระผุด พระประธานในวัดพระทอง จ.ภูเก็ต กลับมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากวัดทั่วไป โดยพระประธานที่มีเพียงครึ่งองค์ ที่ดูคล้ายโผล่ขึ้นมาจากดิน จนชาวบ้านเรียกขานกันมาช้านานแล้วว่า “พระผุด”

ที่วัดพระผุดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต มีตำนานเรื่องเล่าความเป็นมาแต่โบราณ

เรื่องการกำเนิดของพระผุดนั้น ไม่ปรากฏที่มาที่ไปชัดเจน แต่ในนิทานพื้นบ้าน ได้เล่าถึงกำเนิดของพระผุดเอาไว้ว่า มีเด็กคนหนึ่งนำควายไปผูกล่ามไว้กับหลัก พอกลับถึงบ้านเด็กและควายก็ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากนั้นพ่อเด็กก็ฝันว่า ลูกชายของตนได้นำควายไปผูกไว้ที่พระเกตุมาลาก่อนจะเสียชีวิต รุ่งขึ้นจึงไปดูจึงรู้ว่าเป็นพระพุทธรูป แต่ก็ขุดได้เพียงครึ่งองค์เท่านั้น

ครั้นต่อมามีพระธุดงค์มาปักกลดแถวนั้น เมื่อเห็นพระผุดจึงได้สร้างโบสถ์ขึ้นคลุมพระผุด พร้อมๆกับอันเชิญเป็นพระประธานของโบสถ์ และนี่อาจจะเป็นพระประธานหนึ่งเดียว ในโลกที่มีเพียงครึ่งองค์ก็ว่าได้ ในปัจจุบันพระผุดที่โบสถ์วัดพระทอง จะมีอยู่ด้วยกันสอง(ครึ่ง)องค์ คือ องค์ใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นครอบองค์จริงที่ผุดขึ้นมาจากดินอีกที ส่วนองค์เล็กสร้างขึ้นบนฐานเอาไว้ให้คนทั่วไปปิดทอง

เมื่อครั้งเมืองถลางถูกพม่าโจมตี เจ้าเมืองถลางได้ถึงแก่กรรมลงไม่มีเจ้าเมืองคนใหม่ (กำเนิดวีรสตรีเมืองถลาง ) ขณะนั้นเมืองตะกั่วทุ่ง เมืองตะกั่วป่าถูกพม่ายึดได้แล้ว พม่าเข้าตีเมืองถลางกวาดทรัพย์สินของชาวบ้าน พม่ารู้ข่าวว่าพระผุดเป็นทองคำ แต่สวมทับได้ยวปูนขาว พม่าจึงรื้อเอาปูนออกหมดเห็นพระเกตุมาลาพระพุทธรูปผุดมาจากพื้นดิน และเป็นทองคำ พม่าจึงทำการขุดหลวงพ่อพระผุด ขณะที่ทำการขุดนั้นเกิดสิ่งมหัศจรรย์เป็นมดคันตัวเล็กๆขึ้นมากัดพม่าที่ทำการขุด คนพม่าที่ถูกมดกัดก็เกิดเป็นพิษ มีไข้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ล้มตายไปหลายร้อยคน ในขณะนั้นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชนำทหารยกกองทัพมาช่วยเมืองถลาง ขณะนั้นเป็นฤดูมรสุมมีเสียงดังจากคลื่นในทะเล พม่าได้ยินเสียงคลื่นเข้าใจว่าเป็นเสียงปืนเมืองถลางจะบุกเข้าโจมตีและกลัวทหารของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจะมาสมทบจึงพากันหนีลงเรือกลับเมือง ทิ้งองค์หลวงพ่อพระผุดให้โผล่เพียงพระศอ (คอ)
เมื่อพม่าถอนทับกลับไปแล้วเมืองถลางได้ตั้งเมืองใหม่ที่บ้านตะเคียน และได้ปฏิสังขรณ์หลวงพ่อพระผุดให้เป็นที่กราบไหว้ของประชาชนชาวบ้าน ทั้งคนไทย คนจีน มานมัสการเหมือนเดิม



นอกจากพระผุดแล้ว ที่วัดพระทองยังมี “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน” เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของวัด โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของศาลา ที่อยู่ใกล้ๆกับโบสถ์พระผุด ภายในอาคารจัดแสดงโบราณวัตถุและข้าวของเครื่องใช้ของเมืองภูเก็ต ที่ได้มาจากการสะสมของวัดและการบริจาคของชาวบ้าน


หมอนฝิ่น
ซึ่งเป็นหมอนที่คนจีนสมัยก่อนใช้หนุนนอนเวลาดูดฝิ่น มีรูตรงกลางเอาไว้ใส่เงิน

รองเท้าตีนตุก
เป็นรองเท้าตามความเชื่อแบบจีน เอาไว้ให้ผู้หญิงใส่ โดยรองเท้าตีนตุกจะมีขนาดเล็กกว่ารองเท้าธรรมดาหลายเท่าตัว


จั่งซุ้ย หรือเสื้อกันฝนของชาวเหมืองแร่

นอกจากนี้ในพิพิธภัณฑ์ฯก็ยังมีของเก่าหายากให้เลือกชมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกา เหรียญ-ธนบัตร จาน-ชาม โคมไฟ หัวโขน พระเครื่อง และก็อีกมากมาย
“พระผุด”มีอีกชื่อหนึ่งคือ“หลวงพ่อพระทอง” ป็นพระประธานอยู่ที่วัดพระทอง หรือ วัดพระผุด หรือวัดนาใน วัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งตั้งอยู่ที่ บ้านนาใน ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต


การเดินทางสู่วัดพระทอง
เมื่อเดินทางเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตพอมาถึงสะพานลอยข้ามถนนของเทศบาลตำบลเทพกษัตรี(สะพานแรก ) อีก 100 เมตร ถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าวัดพระทอง (พระผุด ) ห่างจากถนนเทพกษัตรีประมาณ 250 เมตร ก็จะถึงบริเวณวัด

phuket/ เขานาคเกิด

เขานาคเกิด
นี้ เป็นยอดเขาที่สูงมาก และน่าจะสูงที่สุดในภูเก็ต ตั้งอยู่ในเขตติดต่อกัน ระหว่างตำบลกะรน และตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต แต่ทางขึ้น หากไปทางตำบลฉลอง จะสะดวกและง่ายดายกว่า โดยไปตามเส้นทางในซอยยอด เสน่ห์ (หมู่ 10 ) ระยะทางจากปากซอย ถึงยอดเขาก็ประมาณ 6 กม. เส้นทางในช่วงแรกนั้น ลาดยางอย่างดี ถนนจะแคบไปบ้าง เพราะเป็นถนนในหมู่บ้าน ระหว่างทางบรรยากาศรอบๆ ร่มเย็น


พระพุทธรูปปางมารวิชัย
เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดของภูเก็ต ทางคณะกรรมการจัดสร้าง ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐบาล ภาคเอกชน ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธา ได้สร้างเพื่อให้เป็น พระพุทธรูปประจำเมืองภูเก็ต นามว่า " พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี" หน้าตักกว้าง 25.45 เมตร สูง 45 เมตร)เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี



เขานาคเกิดเป็นที่รู้จักด้านเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา แต่เดิมในสมัยสุวรรณภูมิอันรุ่งเรือง แห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ปัจจุบัน ชาวภูเก็ตได้ส่งตัวแทน ไปอัญเชิญเสด็จพุทธองค์ มาโปรดชาวเมือง เมื่อพระองค์เสด็จมา พร้อมพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ที่แรกที่เสด็จก็คือ บริเวณเกาะแก้วพิสดาร ได้ทรงแนะนำข้อธรรม แก่ชาวบ้าน ชาวบ้านจึงขอให้พระองค์ ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ เป็นเครื่องสักการบูชาที่ริมน้ำ และที่สันเกาะบนก้อนหินใหญ่อีก 1 คู่ ขนาดเท่าครึ่งของคนปกติ แล้วเรียกขานต่อๆ มาว่า “ รอยพระพุทธบาทเกาะแก้วพิสดาร ” เมื่อขึ้นมาโปรดสัตว์ ที่ริมหาดแผ่นดินใหญ่ ชาวบ้านจึงกราบทูล ขอรอยพระหัตถ์ไว้อีก 1 รอย แถวนั้นจึงเรียกกันว่า “ เราไหว้ ” เนื่องจากเป็นสถานที่ที่กราบไหว้พระพุทธเจ้า และรอยพระหัตถ์ ต่อมาเมื่อกาลเวลาผ่านไป คนลืมรอยพระหัตถ์ไปแล้ว ประกอบกับสำเนียงพื้นเดิมเปลี่ยนไป คำว่า “ เราไหว้ ” จึงสั้นลง คือ สระ “ -เ ” หายไปเหลือแต่ “ รา ” และ พยัญชนะ “ ห ” หายไปเหลือแต่ “ ไว ” กลายเป็น “ ราไวย์ ” หรือหาดราไวย์ ในปัจจุบัน

ต่อมาพุทธองค์
ได้เสด็จตามคำเชิญของเทวดาและนาค จากริมหาดราไวย์ มาโปรดบนยอดเขา โดยประทับที่โขดหินใหญ่บนยอดเขานั้น พระพุทธองค์ ได้ตรัสสั่งสอนพระธรรม แก่เหล่าเทวดาและนาค จนเข้าใจในพระธรรม ไปเกิดจุติในสรวงสวรรค์ ที่บารมีธรรมสูงขึ้น มีรัศมีกายสว่างไสว ดังดอกไม้ไฟที่พุ่งสู่ท้องฟ้า ชาวบ้านซึ่งอยู่ใกล้บริเวณนั้น ได้เห็นปรากฏการณ์แห่งจิตวิญญาณนั้น จึงขนานนามยอดเขานั้นว่า “ นาคเกิด ” ส่วนเหล่านาคที่ยังไม่เข้าสู่ เทวธรรมชั้นสูง ก็ได้ทูลขอรอยพระบาท แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อสักการบูชาแก่ต่อไป ได้แก่ รอยประทับนั่งของพระพุทธองค์ รอยพระหัตถ์ และรอยพระพุทธบาท



กรมป่าไม้เค้าจัดให้เป็นหนึ่งในป่าสงวนแห่งชาติของภูเก็ต จากที่มีทั้งหมด 16 ป่า แยกเป็นป่าบก 9 แห่ง และป่าชายเลน 7 แห่ง ลักษณะทั่วไปป่าสงวนแห่งชาติเขานากเกิด ตามคำจำกัดความ ของกรมป่าไม้ คือ ป่าเขตร้อนชื้น ค่อนข้างรก ด้านล่างมีไม้เล็กๆ รกทึบ ซึ่งส่วนใหญ่ป่าแบบนี้ จะอยู่แถบภูเขา หุบเขา

phuket/วัดพระนางสร้าง


วัดพระนางสร้างเป็นวัดประจำอำเภอถลาง มีพระครูสุนทรสมณกิจ (เซี้ยง) เจ้าคณะอำเภอถลางเป็นเจ้าอาวาส ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเทพกระษัตรี ถนนเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ระหว่างกิโลเมตรที่ 18 - 19

ประวัติวัดพระนางสร้าง
เนื่องจากการบันทึกและการรวบรวมตั้งแต่ระยะแรกจนถึงปัจจุบันมีน้อยมาก ประวัติความเป็นมาของวัดที่แน่นอนจริง ๆ จึงยังไม่มี ได้มีผู้เล่าสืบต่อกันมาความ ละเอียดของเรื่องไม่ค่อยจะเหมือนกันนัก แต่ใจความส่วนใหญ่คล้ายคลึงกันพอจะรวบรวมได้ดังนี้


พระนางเลือดขาวเป็นพระมเหสีของผู้ครองนครใดไม่เป็นที่แน่ชัด เป็นผู้มีความศรัทธราในพุทธศาสนามาก ต่อมาถูกเสนาในพระนครกลั่นแกล้งใส่ร้ายทูลต่อเจ้าครองนครว่า พระนางเป็นชู้กับมหาดเล็ก เจ้าครองนครหลงเชื่อจึงสั่งให้เพชฌฆาต นำมหาดเล็กนั้นและพระนางไปประหารชีวิต พระนางได้พยายามขอร้องและแสดงความบริสุทธิ์ ถึงกระนั้นเจ้าครองนครก็ไม่เชื่อ จะประหารชีวิตพระนางให้ได้ เมื่อหมดหนทางจึงได้ขอผ่อนผันว่าให้พระนางได้ไปนมัสการพระบรมธาตุที่ลังกาก่อน จึงจะกลับมา ให้ประหารชีวิต ประกอบกับเวลานั้นคนเดินเรือมาจากหมู่เกาะสุมาตรา ลังกา เล่าให้คนในนครฟังเสมอ ๆ ว่าที่ลังกาพระพุทธศาสนา เจริญมาก และในปีหน้าจะมีการจัดงานทางพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ด้วย (ตามประวัติศาสตร์สากล เล่ม 12 ของหลวงวิจิตรวาทการ 2474 หน้า 28 กล่าวว่าพระพุทธศาสนาเจริญที่สุดในสุมาตรา เมื่อ พ.ศ. 1200 ซึ่งอาจจะเป็นปีเดียวกันก็ได้ ) เจ้าครองนครจึงตกลง เพราะมีเหตุผลที่ว่าคนในนครนั้นไม่ชำนาญในการเดินเรือ และหนทางก็ไกลมากคงไปสิ้นพระชนม์เสียระหว่างทางมากกว่านางเลือดขาว และคณะที่ยังสวามิภักดิ์พระนางอยู่ก็ออกเดินทางตลอดเวลาเดินทาง พระนางเฝ้าแต่อ้อนวอนและ ยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัยให้คุ้มครองป้องกันพระนาง ทรงบอกแก่ผู้ที่ร่วมเดินทางว่า ถ้าเราไม่สิ้นวาสนาเสียก่อนต้องไปนมัสการ พระบรมธาตุให้ได้ และถ้าเราเดินทางกลับมาโดยสวัสดิภาพก็จะสร้างวัดไว้เป็นที่ระลึกจึงจะไปรับอาญาที่ถูกกล่าวหาอาจจะเป็นด้วย บุญญาธิการที่เคยมีมาก่อนหรือผลอานิสงส์แห่งการยึดมั่นในพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าก็เป็นได้ พระนางและคณะจึงไปถึงลังกาเข้านมัสการ พระบรมธาตุด้วยความ ปิติและได้นำเอาโบราณวัตถุหลายอย่างกลับมาด้วย
( บางคนเล่ากันว่า นำพระพุทธรูปมามากมาย และบางคน เล่าว่าได้นำเอาต้นโพธิ์ลังกามาด้วย และบางคนก็เล่าว่านำพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย )

ตอนที่เดินทางกลับพระนางได้นำเรือเข้าพักที่ เกาะถลางเพระเข้าใจว่าคงเป็นเกาะที่ใหญ่โต แต่เมื่อขึ้นเกาะเข้าจริง ๆ ก็ต้องผิดหวัง จึงได้สร้างวัดไว้เป็นที่ระลึกกับได้ปลูกต้นประดู่ และต้นตะเคียนไว้เป็นเครื่องหมาย เข้าใจว่าพระนางคงเอาของมีค่าทางพระพุทธศาสนาฝังไว้ในเจดีย์บ้าง แต่ตอนนั้นก็คงไม่สร้าง อะไรมากมายเพราะภูมิประเทศเดิมเป็นป่าใหญ่ (ต้นตะเคียนและต้นประดู่ได้ถูกโค่นเพื่อสร้างโรงเรียนเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว) เมื่อสร้างวัดเรียบร้อยจึงออกเดินทางต่อไป จนมาถึงนครแม้จะรู้ว่ากำลังจะไปรับความตายแต่พระนางก็มีความสุข ปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่เอาไว้ แต่เมื่อมาถึงชานเมืองพระนางก็ต้องได้รับความเสียพระหทัยเป็นอย่างยิ่งเพราะในขณะที่พระนาง ไม่อยู่ได้เกิดการแย่งชิงพระราชสมบัติพระสวามีได้ถูกประหารชีวิต พระนางจึงไม่เข้าไปในนคร ด้วยเหตุนี้พระนางจึงได้พ้นโทษจาก พระสวามีพระนางได้กล่าวกับผู้ติดตามว่า ในชีวิตจะต้องสร้างวัดวาอารามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกคนที่ติดตามต่างสาธุกับ พระนางด้วย ดังนั้นจึงได้นำวัตถุสิ่งของที่นำมาจากลังกาจะ

วัดพระนางสร้าง มีตำนานว่า เมื่อ ๒๓๐๑ ไม่บอกว่าเป็น พ.ศ.หรือเมื่อ ๒๓๐๑ ปีมาแล้ว ต้องเดาดูว่าน่าจะเป็นปีอะไร พระมเหสีของเจ้าเมืองใดไม่ปรากฏชื่อเมืองแน่ชัด เป็นชู้กับมหาดเล็กถูกจับได้จึงต้องโทษประหารชีวิต แต่พระนางขอผ่อนผันต่อพระสวามีว่า ขอไปนมัสการพระบรมธาตุที่ศรีลังกาเสียก่อนแล้วจะกลับมารับโทษ พระสวามีก็ใจดีเชื่อยอมให้ไป เมื่อไปแล้วก็กลับมาแวะที่เมืองถลาง และสร้างวัดเพื่อเป็นการไถ่บาปให้น้อยลง วัดยังไม่แล้วเสร็จดีก็กลับจะไปรับโทษ แต่ปรากฏว่าทางเมืองมีการแย่งครองเมือง พระสวามีถูกสำเร็จโทษ พระนางจึงกลับมาสร้างวัดต่อ และกลับถูกเจ้าเมืองคนใหม่ตามมาเอาตัวไปประหารชีวิต ด้วยกุศลผลบุญที่สร้างวัดเมื่อถูกประหาร โลหิตได้พุ่งออกมาเป็นสีขาว จึงเรียกกันว่าพระนางเลือดขาว และเรียกวัดที่พระนางสร้างว่า "วัดพระนางสร้าง"
วัดนี้เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์คือ เมื่อพม่ายกมาตีถลางเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘ นั้น คุณหญิงจันและนางมุกน้องสาว ได้ใช้วัดนี้เป็นที่รวมพลเพื่อสู้ศึกพม่า และเมื่อคุณหญิงจันและนางมุก ได้รับพระราชทานเป็นท้าวเทพกระษัตรี และท้าวศรีสุนทรแล้ว ก็เข้ามานมัสการพระประธานในอุโบสถของวัดพระนางสร้าง
ภายในวัดมีอุโบสถ ซึ่งภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง ภาพพุทธประวัติ ภาพเหตุการณ์สำคัญๆ ภายนอกมอนุสาวรีย์ บูรพาจารย์ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ มีศาลาประดิษฐานโลงแก้วบรรจุศพของอดีตเจ้าอาวาสหลวงพ่อเซี้ยง มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ เมื่ออายุได้ ๘๔ ปี เรียกว่าศาลาละสังขาร หลวงพ่อเซี้ยงมีอนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทร (ย่อส่วน) พระพุทธไสยาสน์ เห็นจะรวบรวมประวัติมาได้แค่นี้ ลืมบอกความสำคัญของพระพุทธรูปภายในโบสถ์ ในอุโบสถมีพระพุทธรูปดีบุกที่เก่าแก่ และใหญ่ที่สุดในโลก เรียกว่าพระในพุง หรือพระสามกษัตริย์ ซึ่งอยู่ใน พุงหรืออุทร ของพระพุทธรูปหล่อองค์ใหญ่ ๓ องค์ อีกชั้นหนึ่ง
อีกแห่งหนึ่งที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของภูเก็ต คือบ้านท่านท้าวเทพกษัตรี ตั้งอยู่ที่บ้านเคียน ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลาง จากถนนเทพกษัตรี กิโลเมตรที่ ๑๙.๓ แยกทางเข้าบ้านเหรียงไป ๒ กิโลเมตร มีการสืบค้นจนได้หลักฐานว่าที่นี่ คือบ้านเดิมของท้าวเทพกษัตรี ได้จัดทำแผ่นป้ายบอกไว้ บริเวณใกล้เคียงมีวัดม่วงโกมารกัจจ์ ซึ่งท่านท้าวฯ ใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมไพล่พลเพื่อเข้าสู้รบกับพม่า มีแนวคูเมืองถลางและที่ตั้งด่านพม่า




หลักฐานที่ปรากฏในวัดพระนางสร้าง

วัดพระนางสร้างเป็นวัดที่มีอายุยาวนานและมีประวัติศาสตร์ จึงมีสิ่งที่สำคัญประเภทโบราณวัตถุ โบราณสถาน เป็นจำนวนมาก บ้างสิ่งก็ได้ถูกรื้อออกเพื่อสร้างประโยชน์อย่างอื่น สถานที่หลายแห่งที่คนโบราณผูกปมปัญหามีเงื่อนงำ เพื่อบอกที่ฝังหรือที่รักษาทรัพย์สมบัติ ผู้คิดแก้ปัญหาเงื่อนงำได้และรู้สถานที่ตามข้อความปริศนานั้น จะสามารถรับทรัพย์สมบัติ ณ สถานที่เหล่านั้นข้อความเหล่านั้นคือ "ลายแทง"
ลายแทงของวัดพระนางสร้าง มีลายละเอียดคือ " อาถรรพถ์ฤาพบได้ ฤาต้องปี ฤาต้องบัง ฤาบอกฤาเล่ามิได้ ฤานำฤารู้ ฤาอุบฤาได้ ฤาบุญฤาตัวเปิด ฤานำ ฤาได้ ฤาบาปแล
พิกุลสองสารภีดีสมอแดง จำปาจำปีตะแคง มะขามหนี่ง กระท้อนหน้า ราชารอบ พิกุลสอง สารภีดี สมอแดง จำปา จำปี ตะแคง มะขามหนึ่ง กระท้อนหน้า ราชารอบขอบของ ระฆังดังเจดีย์มีศาลารอบ ด้วยเข็มหนึ่งไม้เลือดหลังสุด ลูกมุดลูกม่วง ชมพู่ดูโบสถ์ ฤาเปิดได้ดั่งลายแทงแล ฯ


วัดพระนางสร้างในปัจจุบัน

หน้าวัดพระนางสร้างมีการสร้างซุ้มประตูกาญจนาภิเษก และด้านทิศตะวันตกของซุ้มประตูมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมยืน รอบล้อมด้วยมังกร ด้านล่างจะมีองค์เซียนของจีนจำนวน 8 องค์ (ซึ่งยังสร้างไม่สำเร็จ)

อุโบสถที่มีการปลูกสร้างขึ้นใหม่เป็นสถาปัตยกรรมยุครัตนโกสินทร์ ภายในอุโบสถมีพระประธานปางมารวิชัย ฝาผนังอุโบสถมีจิตกรรมฝาผนังที่แสดงประวัติของบุคคลสำคัญ และประวัติเมืองถลาง มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง


วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

phuket/ มะม่วง


มะม่วงพันธ์ " น้ำดอกไม้ "
มะม่วงน้ำดอกไม้เป็นมะม่วงประเภทรับประทานสุก มีผู้นิยมปลูกกันมาก มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว ใบใหญ่เป็นคลื่น ทรงพุ่มโปร่ง ส่วนมากมีนิสัยในการออกดอกทะวาย ออกดอกดก ติดผลปานกลาง ให้ผลทุกปี ผลมีขนาดใหญ่ หนักประมาณ 400 กรัม ผลอ้วนเกือบกลมหัวใหญ่ปลายแหลม ผลค่อนข้างยาว เนื้อมาก เมล็ดเล็ก มีผิวบาง เมื่อดิบมีรสเปรี้ยว ผิวสีเขียวนวล เนื้อแน่น เมื่อผลสุกมีผิวสีเหลือง กลิ่นหอม เนื้อละเอียดมีเสี้ยนน้อย รสหวาน
มะม่วงน้ำดอกไม้มีเปลือกบางจึงช้ำได้ง่าย และไม่ค่อยต้านทานต่อโรคแอนแทรกโนส อายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงผลแก่ประมาณ 115 วัน
มะม่วงน้ำดอกไม้เป็นมะม่วงที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ออกดอกง่าย สามารถตอบสนองต่อการบังคับให้ออกก่อนฤดูได้เป็นอย่างดี และเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ
พันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันคือ น้ำดอกไม้เบอร์ 4 และน้ำดอกไม้สีทอง






นอกจากมะม่วงนำดอกไม้แล้วยังมีมะม่วงพันธุ์อื่นอีก ดังนี้

มะม่วงเขียวเสวย

เป็นมะม่วงที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน ผลใช้รับประทานดิบคุณภาพดีมาก รสชาติหวานตรงกับความต้องการของคนไทย การเจริญเติบโตและการแตกกิ่งค่อนข้างช้า ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมเรียวยาวงอนเล็กน้อย โดยมีส่วนหัวใหญ่หนาและเรียวลงสู่ส่วนปลาย ลักษณะของผลสีเขียวเข้ม เนื้อภายในมีสีขาวละเอียด กรอบ มีเนื้อมาก เสี้ยนค่อนข้างน้อย น้ำหนักของผลประมาณ 350 กรัม เมื่ออ่อนจะมีรสเปรี้ยว เปลือกหนาและเหนียว ผลไม่แตกง่าย มีต่อมไม่ชัด แก่จัดจะมีรสหวานมัน เมื่อสุกเปลือกจะมีสีเขียวปนเหลือง ลักษณะของเนื้อภายในเหลือง รสหวานชืด อายุตั้งแต่ออกดอกจนกระทั่งผลแก่ประมาณ 105 วัน เป็นมะม่วงที่ไม่ทนทานต่อสภาพการถูกน้ำท่วมขัง หากถูกน้ำท่วมขังเพียง 3 วันเท่านั้นต้นก็จะเหี่ยวเฉา ข้อเสียคือจะมียางไหลตามกิ่งและลำต้น แต่มีความต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี

มะม่วงทองดำ

เป็นมะม่วงที่ปลูกกันแพร่หลายมาก โดยเฉพาะแถบจังหวัดฉะเชิงเทรา มีลักษณะทรงพุ่มทึบ ใบยาวสีเขียวเข้ม มีเส้นใบไม่เด่นชัด ผิวใบเรียบเป็นมัน ปกติจะออกดอกและติดผลทุกปี ผลมีขนาดโตปานกลาง ลักษณะของผลจะหนา ป้อมปลายผลแหลมคล้ายรูปไข่ เมื่อดิบเปลือกสีเขียวเข้ม เนื้อสีขาวปนเหลือง เนื้อละเอียดกรอบ ผลเมื่อยังอ่อนอยู่จะมีรสเปรี้ยว แก่จัดรสมันอมเปรี้ยว ผลสุกผิวเปลือกสีเหลืองปนเขียว เนื้อสีเหลืองละเอียดมีเสี้ยนน้อย รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย น้ำหนักต่อผลประมาณ 350 กรัม ระยะเวลาตั้งแต่ดอกบานจนถึงผลแก่จัดประมาณ 105 วัน เป็นอีกพันธุ์ที่ตลาดต่างประเทศต้องการ

มะม่วงอกร่องทอง

เป็นพันธุ์มะม่วงที่เก่าแก่รู้จักกันทั่วไป ใช้สำหรับรับประทานสุกกับข้าวเหนียว เป็นพันธุ์ที่ให้ผลดก จะออกผลปีเว้นปี คือปีใดที่ให้ผลดก ปีต่อไปจะมีผลน้อย ขนาดผลค่อนข้างเล็ก ลักษณะของผลค่อนข้างแบน ตรงส่วนท้องเป็นทางยาวจนเห็นได้ชัด ผลดิบเนื้อละเอียดสีขาวนวล มีเสี้ยนน้อย รสเปรี้ยวจัดจนกระทั่งแก่ เมื่อสุกผิวของเปลือกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอม เนื้อสีเหลืองละเอียด รสหวานจัด เมล็ดมีลักษณะยาวแบน

พันธุ์โชคอนันต์

เป็นมะม่วงรับประทานสุก สามารถออกดอกและติดผลได้ตลอดทั้งปีแม้กระทั่งในฤดูฝน มีการเจริญเติบโตค่อนข้างดี ออกดอกง่าย พบว่าทุกครั้งที่มีการแตกใบอ่อน และใบอ่อนเริ่มแก่ จะมีการแทงช่อดอกออกมาเสมอ มีเปอร์เซ็นต์การติดผลสูงและไม่ค่อยร่วง ลักษณะของผลคล้ายมะม่วงพิมเสนมัน เปลือกผลหนา เนื้อแข็ง เมื่อสุกเนื้อแน่นละเอียดไม่มีเสี้ยน เนื้อสีเหลืองทอง มีกลิ่นคล้ายมะม่วงสามปี รสชาติหวาน เมล็ดลีบหรือเมล็ดบาง น้ำหนักผลประมาณ 300-400 กรัม ผลสุกแล้วสามารถเก็บไว้ได้นาน 5-7 วัน โดยที่เนื้อยังไม่เละ ผลแก่เก็บทิ้งไว้ 15 วันก็ยังกินได้ ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวประมาณ 110-120 วัน

มะม่วงหนังกลางวัน

เป็นมะม่วงพันธุ์หนึ่งที่นิยมในต่างประเทศ เป็นพันธุ์ที่มีทรงพุ่มใหญ่ การเจริญเติบโตเร็ว ลำต้นแข็งแรง จัดเป็นมะม่วงพันธุ์หนักที่ออกผลดก ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ ลักษณะของผลมีรูปร่างยาวพอๆ กับมะม่วงน้ำดอกไม้ หัวท้ายของผลงอน แต่ส่วนปลายจะแหลมและงอนเล็กน้อย ผิวของผลเมื่อแก่จัดจะมีสีเขียวหม่น ผิวเรียบ เนื้อสีขาวนวลละเอียด กรอบ มีเสี้ยนค่อนข้างน้อย รสเปรี้ยว มีต่อมมองเห็นไม่ค่อยชัด ผลสุกจะมีผิวสีเหลืองทอง เนื้อสีเหลือง ลักษณะของเนื้อละเอียดมีเสี้ยนน้อย รสหวานหอม เมล็ดบาง อายุตั้งแต่ดอกบานเต็มที่จนกระทั่งผลแก่ประมาณ 110-115 วัน เป็นพันธุ์ที่นิยมกันมากในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น



มะม่วงพันธุ์ที่พบมากในภาคใต้
พันธุ์เบาสงขลา

เป็นมะม่วงกินดิบ มีรสเปรี้ยว (มากๆ )ท่านเมื่อสุกแล้วมีรสหวาน ออกดอกก่อนพันธุ์ทั่วไป ผลทรงกลมแกมรี หลังและอกโค้งเกือบเป็นครึ่งทรงกลมรับก้นโค้งแหลมเล็กน้อย ผลมีขนาดเล็ก ความยาวประมาณ 7 เซนติเมตร เนื้อผลน้อย (แต่มากกว่ามะม่วงกะล่อน) เมล็ดกลมรีขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร มีการติดผลจำนวนมากต่อหนึ่งช่อดอก และติดผลดกมาก

สำหรับท่านที่ชอบรับประท่านมะม่วงก็เลือกซื้อมะม่วงพันธุ์ที่ชอบมารับประทานให้อร่อย หากท่านที่รับประทานปริมาณมากเกินไปจะทำให้ท้องเสียได้

phuket / ส้มโอ



เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาที่เรือน ยอดของต้น ลำต้นมีสีน้ำตาล และมีหนามเล็ก ๆ อยู่ สูงประมาณ 8 เมตร ใช้เป็นอาหาร เปลือกผลสีขาว เชื่อมเป็นอาหารหวาน เนื้อผล รับประทานเป็นผลไม้ ทำยำส้มโอ ใส่ข้าวยำ ทำเมี่ยงส้มโอ และน้ำผลไม้
ใบ เป็นใบประกอบ มีใบย่อย 1 ใบ แผ่นใบเหมือน มะกรูด คือแบ่งใบเป็น 2 ตอน แต่ขนาดใบใหญ่ กว่า ใบหนาแข็ง มีสีเขียวแก่ มีกลิ่นหอม คุณค่าทาง โภชนาการ ผิวผลนอกสุด มีน้ำมันหอมระเหย เปลือก ผลสีขาว มีสารเพคตินสูง ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม และอื่น ๆ เนื้อผล มีกรดอินทรีย์ วิตามินซี เอ และบี มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารอื่น ๆ
ดอก ออกเป็นช่อสั้น หรือดอกเดี่ยว ตามบริเวณง่าม ใบมีสีขาว ปลายกลีบมนมี 4 กลีบ กลางดอกมี เกสร 20-25 อัน ใช้เป็นยา ใบ แก้ปวดข้อ ท้องอืดแน่น แก้ปวดหัว ดอก แก้ปวดกระเพาะอาหาร แก้ปวดกระบังลม ขับเสมหะ และขับลม ผล แก้เมาสุรา ขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยเจริญอาหาร เปลือกผล ขับลม ช่วยขับเสมหะ แน่นหน้าอก ไอ ปวดท้องน้อย ไส้เลื่อน หรือต้มน้ำอาบแก้ คัน และตำพอกฝี เมล็ดแก้ไส้เลื่อน แก้ปวด ท้อง ราก แก้หวัด แก้ไอ แก้ปวดกระเพาะ อาหาร และไส้เลื่อน
ผล รูปร่างกลมโต บางพันธุ์ตรงขั้วมีจุกสูงขึ้นมา ผิวผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จัดเปลี่ยนเป็นสี เขียวอมเหลือง ผิวของผลไม่เรียบ ภายในผลเป็น ช่อง ๆ มีแผ่นบาง ๆ สีขาวกั้นเนื้อให้แยกออกจาก กัน เนื้อแต่ละส่วนเรียกว่า กลีบ มีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว มีเมล็ดฝังอยู่ ระหว่างเนื้อมากกว่า 1 เมล็ด

พันธุ์ส้มโอ

พันธุ์ส้มโอที่ปลูกในประเทศไทยมีอยู่หลายพันธุ์ โดยพันธุ์เดียวกันหรือ กลุ่มเดียวกันแต่ปลูกกันคนละท้องที่ก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งพันธุ์ส้มโอที่ปลูกเป็นการค้าออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. พันธุ์การค้าหลัก มี 6 พันธุ์ คือ ขาวพวง, ขาวแป้น, ขาวทองดี, บางขุนนนท์, ขาวใหญ่ และขาวหอม

2. พันธุ์การค้าเฉพาะแห่ง มี 6 พันธุ์ ได้แก่ ปัตตาเวีย, ขาวแตงกวา, ขาวแก้ว, กรุ่น, ท่าข่อย และน้ำผึ้ง



พันธุ์ขาวทองดี หรือทองดี

ผลมีขนาดโตปานกลาง ทรงผลกลมแป้น ไม่มีจุก ต้นขั้วผลมีจีบเล็กน้อย ก้นผลเรียบถึง เว้าเล็กน้อย ผิวเรียบมีสีเขียวเข้ม ต่อมน้ำมันละเอียดอยู่ชิดกัน เปลือกค่อนข้างบาง ด้านในของเปลือกมีสีชมมพูเรื่อๆ ผลหนึ่ง มีกลีบผลประมาณ 14-16 กลีบ ผนังกลีบมีสีชมพูอ่อน กุ้งมี สีชมพูเบียดกันแน่น นิ่ม ฉ่ำน้ำ รสหวานอมเปรี้ยว เมล็ดมี ขนาดเล็ก เป็นพันธุ์ที่นิยม บริโภคโดยทั่วไปและส่งไปจำหน่าย ยังต่างประเทศ


พันธุ์ขาวพวง

ผลมีขนาดโตปานกลาง ทรงผลกลม ทรงสูงเล็กน้อย มีจุกสูง มีกีบที่จุก ด้านก้นผลเว้าเล็กน้อย ผิวเรียบ มีสีเขียวอมเหลีอง ต่อมน้ำมันที่ผิวเปลือกค่อนข้างใหญ่ อยู่ห่างกันพอสมควร เปลือกหนาปานกลาง ผลหนึ่งมีกลีบผล ประมาญ 12 - 14 กลีบ แยกออกจากกันได้ง่าย กุ้ง (เนื้อ) มีสีขาวอมเหลือง ค่อนข้างแข็งเบียดกันอยู่อย่างหลวม มีน้ำมากแต่ไม่แฉะน้ำ รสหวานอมเปี้ยว มีเมล็ดไม่มาก เป็นพันธุ์ที่นิยมใช้ไนเทศกาลไหว้พระจันทร์ เนื่องจากมีรูปทรง ผลสวย (ทรงผลมีสกุล) จึงสามารถส่งไปจำหน่ายต่างประเทค ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ได้ปีละเป็นจำนวนมาก

ส้มโอ " พันธุ์ทับทิมสยาม "

ซึ่งนับว่าเป็นพันธุ์ใหม่ที่มาแรงเพิ่งนำเข้ามาปลูกในพื้นที่อำเภอปากพนัง มีเกษตรกรผู้ปลูกเพียง 20 ราย เท่านั้น และสำนักงานเกษตรจังหวัดกำลังส่งเสริมให้เป็นพันธุทางเลือกอีกพันธุ์หนึ่ง ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ลักษณะประจำพันธุ์ของส้มโอพันธุ์ ทับทิมสยาม มีลักษณะใบค่อนข้างกว้าง ปลายใบแหลมใต้ใบมีขนอ่อนนุ่ม ลักษณะภายนอก ผลมีขนาดใหญ่เส้นรอบผลประมาณ 16-22 นิ้ว หัวจีบ(คล้ายขาวพวง) ผิวผลมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั่วผล คล้ายกำมะหยี่ เมื่อจับผลเบา ๆ จะรู้สึกได้ ผิวเปลือกนุ่ม เปลือกบาง ถ้าเก็บเกี่ยวหรือขนส่งไม่ดี จะซ้ำง่าย ลักษณะภายในผลเมื่อแก่จัดจะมีเนื้อสีแดงเข้ม (สีทับทิม) รสชาดหวาน หอม นุ่ม น่ารับประทาน

phuket ประเพณีถือศีลกินผัก

Phuket's Vegetarian festival
September 29 - october 7, 2008
ประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต
29 เดือนกันยายน ถึง วันที่ 7 ตุลาคม 2551
เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี เราจะเห็นธงสีเหลืองๆ มีตัวอักษรจีนประดับอยู่ตามร้านอาหาร และที่ต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ว่า เริ่มเข้าสู่เทศกาลกินเจแล้ว สำหรับเทศกาลกินเจ ปี 2551 เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 เดือนกันยายน ถึง วันที่ 7 ตุลาคม 2551 แต่บางคนอาจกินเจล่วงหน้า 1 วัน หรือที่เรียกว่า "ล้างท้อง" นั่นเอง


จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่จัดประเพณีการกินเจอย่างยิ่งใหญ่ทุกๆ ปี โดยมาจากรากฐานความเชื่อเดียวกัน คนจีนเรียก "เจเดือนเก้า" แต่ถ้านับตรงกับเดือนไทยก็จะได้ตรงกับเดือน 11 ดังนั้นเทศกาลกินเจที่ภูเก็ตจึงมีขึ้นหลังเทศกาลกินเจทั่วๆไป บางครั้งเราจึงมักได้ยินชื่อเรียกของเทศกาลกินเจที่ภูเก็ตว่า เป็นเทศกาลกินผัก ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการกินเจในรูปแบบ และระยะเวลา 9 วันเช่นเดียวกัน


แนะนำเมนูอาหารเจ ที่น่าท่านและอร่อย

เมนูนี้คือ " บาบีคิวเจ"
" ผัดไทยเจ "
" ยำวุ่นเส้นเจ "
" ซาลาเปาเจ "
"บะหมี่ เจ "

ประโยชน์ของการกินเจ
1.ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมดทำให้ ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน เพราะสารอาหารจากพืชผักและผลไม้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายและการย่อยเป็นปกติ
2. เมื่อรับประทานเป็นประจำ โลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลง ทำให้อายุยืนยาวมีผิวพรรณสดชื่นผ่องใส ร่างกายแข็งแรงรู้สึก มีสุขภาพดี
3. อวัยวะหลักสำคัญภายใน ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด และอวัยวะประกอบคือ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาอาหาร ถุงน้ำดี แข็งแรงทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์
4. ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้แก่ สารเคมี ยาฆ่าแมลง มลภาวะ และก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม ไอเสียจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ ซึ่งสารอาหารในพืชผัก จะช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถทนต่อการทำลายจากรังสีต่างๆ ได้
5. สามารถต้านทานสารพิษได้สูงกว่าคนปกติ ในบรรดาผู้ที่ทานเจมักไม่ปรากฎโรครุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ฯลฯ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เช่น โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะและลำไส้ โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย โรคเหล่านี้จะไม่พบเลยในกลุ่มคนผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำ
6.การกินเจทำให้เกิดความเมตตา เกิดความสงบสุขุม อารมณ์ไม่ฉุนเฉียว ไม่โมโหง่าย ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลส่งเสริมให้บารมีธรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ
7.หยุดการสร้างบาป เวรกรรม ทำให้ไม่เกิดการอาฆาต พยาบาท จึงปราศจากศัตรูทั้งมนุษย์และสัตว์ที่คิดมุ่งทำร้ายตามจองเวร

ข้อควรปฏิบัติ 10 ประการ สำหรับผู้ถือศีลกินผัก
1. ชำระร่างกายให้สะอาดตลอดงานประเพณีถือศีลกินผัก
2. ทำความสะอาดเครื่องครัวและแยกใช่คนละส่วนกับผู้ไม่ถือศีลกินผัก
3. ควรสวมชุดขาวตลอดช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก
4. ประพฤติตนดีตลอดทั้งกายและใจ
5. ห้ามบริโภคเนื้อสัตว์
6. ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก
7. ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา
8. ผู้ที่อยู่ระหว่างไว้ทุกข์ไม่ควรร่วมงานประเพณีถือศีลกินผัก
9. หญิงมาครรภ์ไม่ควรพิธีกรรมใดๆ ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก
10. หญิงมีประจำเดือนไม่ควรร่วมพิธีกรรมใดๆ ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก

สำหรับผู้ที่เคร่งครัดมากๆ จะทานอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นคนปรุงเท่านั้น รวมทั้งจะต้องล้างหม้อจนสะอาด แยกภาชนะสำหรับใส่เนื้อสัตว์ออก เพื่อปรุงอาหารเจเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับ เพื่อเป็นพุทธบูชา และรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้อง ตลอดจนถึงผู้ที่ลวงลับไปแล้ว